ฉีดวิตามินผิว (IV Drip) ดูดซึม 100% ดีกว่ากินจริงไหม? เจาะลึกความจริงที่หมออยากบอก

วิตามินบำบัด (Intravenous Vitamin Therapy)
วิตามินบำบัดทางหลอดเลือดดำ หรือ Intravenous Vitamin Therapy (IV Vitamin Therapy) คือการให้วิตามิน แร่ธาตุ หรือสารอาหารบางชนิดเข้าสู่ร่างกายผ่านทางหลอดเลือดดำโดยตรง ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์
ปัจจุบัน IV Vitamin Therapy ได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากสามารถนำสารอาหารเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง และหลีกเลี่ยงกระบวนการดูดซึมบางส่วนในระบบทางเดินอาหาร อย่างไรก็ตาม การให้วิตามินทางหลอดเลือดดำไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะสมหรือให้ประโยชน์มากกว่าการรับประทานในทุกคน การเลือกใช้ควรพิจารณาจากภาวะสุขภาพ ภาวะขาดสารอาหาร โรคประจำตัว ยาที่ใช้ และวัตถุประสงค์ของการรักษาเป็นรายบุคคล

วิตามินบำบัดทางหลอดเลือดดำแตกต่างจากการรับประทานอย่างไร?
ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่เส้นทางการเข้าสู่ร่างกาย ในการรับประทานวิตามินร่างกายจะต้องผ่านกระบวนการย่อย การดูดซึมผ่านทางเดินอาหาร และกระบวนการ metabolism ก่อนที่สารอาหารจะเข้าสู่กระแสเลือด ปริมาณที่ร่างกายดูดซึมได้จึงขึ้นอยู่กับชนิดของสารอาหาร อาหารที่รับประทานร่วมกัน ระบบทางเดินอาหาร และปัจจัยเฉพาะของแต่ละบุคคล ในขณะที่วิตามินบำบัดเป็นการให้สารผ่านหลอดเลือดดำโดยตรงจึงสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้ทันที และสามารถกำหนดชนิดและปริมาณของสารอาหารให้เหมาะกับความต้องการของแต่ละบุคคลได้
แต่คำว่า “ดูดซึมได้ 100%” ไม่ได้หมายความว่า IV จะดีกว่าการรับประทานเสมอไป หากร่างกายได้รับสารอาหารเพียงพออยู่แล้ว การเพิ่มปริมาณสารอาหารเข้าสู่กระแสเลือดไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เกิดประโยชน์มากขึ้นเสมอ และวิตามินหรือแร่ธาตุบางชนิด หากได้รับมากเกินความจำเป็น อาจเกิดผลข้างเคียงหรือเป็นพิษได้
ดังนั้น จุดสำคัญของ IV Vitamin Therapy จึงไม่ใช่เพียงการให้วิตามินในปริมาณสูง แต่คือ การเลือกชนิด ปริมาณ และวิธีการให้ที่เหมาะสมกับแต่ละคน

วิตามินและสารอาหารที่นิยมใช้ในการให้ทางหลอดเลือดดำ
Myers’ Cocktail ประกอบด้วย Magnesium, Calcium, B-complex vitamins และ Vitamin C เป็นหนึ่งในสูตร IV nutrient therapy ที่มีการกล่าวถึงอย่างแพร่หลาย
Anti-Aging Drip อาจประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น Vitamin C, Nicotinamide Adenine Dinucleotide (NAD+), และ Alpha-Lipoic Acid (ALA) ซึ่งนิยมใช้ในทางเวชศาสตร์ชะลอวัย
Immunity Enhancing Drip เน้นวิตามินและสารอาหาร เช่น กลุ่ม Vitamin B, Vitamin C เพื่อสนับสนุนการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกาย
Hydration Drip เน้นการให้สารน้ำและอิเล็กโทรไลต์ เหมาะสำหรับกรณีที่มีภาวะขาดน้ำหรือจำเป็นต้องแก้ไขสมดุลสารน้ำและเกลือแร่
วิตามินบำบัดเหมาะกับใคร?
IV Vitamin Therapy อาจเหมาะกับบุคคลบางกลุ่มที่ได้รับการประเมินแล้วว่ามีความจำเป็นต้องได้รับวิตามิน แร่ธาตุ หรือสารอาหารเพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น
ผู้ที่มีภาวะขาดวิตามินหรือแร่ธาตุ
ผู้ที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอจากอาหาร
ผู้สูงอายุบางรายที่แพทย์พิจารณาว่ามีความจำเป็น
ผู้ที่มีปัญหาการรับประทานหรือการดูดซึมสารอาหารในบางภาวะ
ผู้ที่มีข้อบ่งชี้เฉพาะทางการแพทย์
แนวทางของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกยังระบุถึงการประเมินภาวะขาดวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหาร รวมถึงการพิจารณาปัจจัยด้านสุขภาพของแต่ละบุคคลก่อนให้บริการ
สิ่งสำคัญคือ “อยากสุขภาพดี” ไม่เท่ากับ “มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์” การเลือกทำ IV Vitamin Therapy จึงควรเริ่มจากการประเมินว่าร่างกายมีปัญหาหรือความต้องการอะไรจริง ๆ มากกว่าการเลือกสูตรจากรายการเมนูเพียงอย่างเดียว

แล้วคนสุขภาพดีสามารถทำ IV Vitamin Therapy ได้หรือไม่?
สามารถทำได้ในบางกรณี หากผ่านการประเมินจากแพทย์แล้วว่าไม่มีข้อห้ามและมีความเหมาะสม แต่ไม่ได้หมายความว่าคนสุขภาพดีทุกคนจำเป็นต้องทำ สำหรับคนที่รับประทานอาหารครบถ้วน มีภาวะโภชนาการปกติ ไม่มีภาวะขาดวิตามินหรือแร่ธาตุ และไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ การรับประทานอาหารที่สมดุลมักเป็นพื้นฐานสำคัญในการได้รับสารอาหาร
การศึกษาเกี่ยวกับ IV Vitamin Therapy สำหรับผู้บริโภคพบว่า หลักฐานที่สนับสนุนการใช้ IV Vitamin Therapy เพื่อ “wellness” ในคนทั่วไปยังมีจำกัด และยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า IV Vitamin Therapy เหนือกว่าการรับประทานอาหารหรือวิตามินเสริมในคนทั่วไป ดังนั้น หากคนสุขภาพดีต้องการทำ IV Vitamin Therapy ควรเน้นที่ การประเมินความเหมาะสมและความปลอดภัย มากกว่าการใช้สูตรขนาดสูงเป็นประจำ
ความปลอดภัยของ IV Vitamin Therapy
แม้ IV Vitamin Therapy จะสามารถทำได้อย่างปลอดภัยเมื่อมีการคัดกรองและดำเนินการอย่างเหมาะสม แต่ไม่ใช่หัตถการที่ปราศจากความเสี่ยง การให้วิตามินและแร่ธาตุทางหลอดเลือดดำจึงควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ก่อนทุกครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีปัจจัยเสี่ยงบางประการ
ผู้ที่ควรแจ้งแพทย์และได้รับการประเมินเป็นพิเศษก่อนทำ IV Vitamin Therapy [CPG]
หญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงให้นมบุตร
ผู้ที่มีประวัติการแพ้ เช่น แพ้ยา แพ้วิตามิน หรือสารอื่น ๆ
ผู้ที่มีภาวะไตเสื่อมหรือไตวายเรื้อรัง เนื่องจากไตมีบทบาทสำคัญในการกำจัดสารต่างๆ ออกจากร่างกาย
ผู้ที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD (G6PD deficiency) โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาการให้ Vitamin C ขนาดสูง
ผู้ที่รับประทานยาต้านเกล็ดเลือด ควรแจ้งแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อนรับบริการ
ผู้ที่อยู่ในช่วงอดอาหารหรือควบคุมน้ำหนัก ควรแจ้งแพทย์ เนื่องจากภาวะโภชนาการและสภาวะร่างกายขณะนั้นอาจมีผลต่อการพิจารณาการให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำ
แนวทาง IV Vitamin Therapy ระบุให้ซักประวัติและคัดกรองความเสี่ยงก่อนการรักษาทุกครั้ง โดยกลุ่มที่ควรระวัง ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่มีประวัติแพ้ยา/วิตามิน ผู้มีภาวะไตเสื่อมหรือไตวายเรื้อรัง ผู้ที่มี G6PD deficiency ผู้ที่รับประทานยาต้านเกล็ดเลือด และผู้ที่อยู่ในช่วงอดอาหารหรือควบคุมน้ำหนัก
ความเสี่ยงจากการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ อาจพบอาการหรือภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น
ปวด บวม หรือระคายเคืองบริเวณที่แทงเข็ม
หลอดเลือดดำอักเสบ (phlebitis)
สารน้ำรั่วออกนอกหลอดเลือด
การติดเชื้อ
ปฏิกิริยาแพ้หรือ hypersensitivity
คลื่นไส้ อาเจียน หรือเวียนศีรษะ
ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลง
ภาวะผิดปกติของเกลือแร่หรือสารอาหารในร่างกาย
ในกรณีที่เกิดอาการผิดปกติ เช่น ใจสั่น หน้ามืด คลื่นไส้ อาเจียน ความดันโลหิตต่ำ แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือไม่รู้สึกตัว ควรหยุดการให้สารและได้รับการประเมินทางการแพทย์ทันที

ทำไมจึงควรให้ IV Vitamin Therapy โดยแพทย์?
ก่อนให้ IV Vitamin Therapy แพทย์ควรประเมินหลายด้าน ได้แก่
ซักประวัติ เช่น โรคประจำตัว ยาที่ใช้ ประวัติการแพ้ยาและวิตามิน ประวัติการตั้งครรภ์ รวมถึงวัตถุประสงค์และอาการที่ต้องการรักษา
ตรวจร่างกาย เพื่อประเมินสุขภาพโดยรวมและค้นหาปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการให้สารน้ำหรือสารอาหารทางหลอดเลือดดำ
พิจารณาการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ในรายที่เหมาะสม อาจพิจารณาตรวจการทำงานของไต ตับ ระดับวิตามิน แร่ธาตุ หรือการตรวจอื่น ๆ ตามปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน
เลือกสูตรและขนาดที่เหมาะสม ไม่ใช่ทุกคนจะต้องได้รับวิตามินชนิดเดียวกันหรือปริมาณเท่ากัน
ประเมินยาและอาหารเสริมที่ใช้อยู่ เพื่อป้องกัน drug–nutrient interactions และลดความเสี่ยงจากการได้รับสารบางชนิดซ้ำซ้อน
ประเมินความเสี่ยงระหว่างให้สารน้ำ หากเกิดอาการผิดปกติ เช่น ใจสั่น หน้ามืด คลื่นไส้ อาเจียน แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือมีอาการแพ้ จำเป็นต้องได้รับการประเมินและจัดการอย่างเหมาะสม
แนวทางของไทยระบุขั้นตอนสำคัญตั้งแต่การซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ประเมินความจำเป็นของการเสริมวิตามิน ไปจนถึงการติดตามผล และระบุชัดว่าการให้วิตามินบำบัดจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและดูแลจากแพทย์ [CPG]
IV Vitamin Therapy ไม่ใช่สิ่งทดแทนพื้นฐานของสุขภาพ
สิ่งสำคัญที่สุดคือ IV Vitamin Therapy ไม่สามารถทดแทนพื้นฐานของการมีสุขภาพดีได้ การนอนหลับอย่างเพียงพอ การรับประทานอาหารที่หลากหลายและครบถ้วน การออกกำลังกาย การควบคุมน้ำหนัก การไม่สูบบุหรี่ การจำกัดแอลกอฮอล์ การจัดการความเครียด และการตรวจสุขภาพตามความเหมาะสมยังคงเป็นรากฐานของสุขภาพที่ดี
การให้วิตามินทางหลอดเลือดดำควรเป็น ส่วนเสริมเมื่อมีความเหมาะสม ไม่ใช่การนำมาแทนอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการหรือพฤติกรรมสุขภาพที่ดี หลักฐานปัจจุบันยังไม่สนับสนุนการกล่าวว่า IV Vitamin Therapy สามารถทำให้ทุกคน “แข็งแรงขึ้น”, “เพิ่มภูมิคุ้มกัน”, “ชะลอวัย” หรือ “ล้างสารพิษ” ได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะในคนสุขภาพดีที่ไม่มีภาวะขาดสารอาหาร
สรุป
IV Vitamin Therapy หรือวิตามินบำบัดทางหลอดเลือดดำ เป็นวิธีนำวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารบางชนิดเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง ซึ่งมีข้อดีในแง่การนำสารเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว และสามารถออกแบบสูตรให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะบุคคลได้
อย่างไรก็ตาม IV Vitamin Therapy ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกคน และไม่ใช่ยิ่งให้มากยิ่งดี การให้วิตามินทางหลอดเลือดดำควรพิจารณาจาก “ผู้รับบริการมีความจำเป็นอะไร → ต้องการสารอาหารชนิดใด → ปริมาณเท่าใด → มีความเสี่ยงอะไร → และการให้ทางหลอดเลือดดำเหมาะสมหรือไม่” มากกว่าการเลือกจากสูตรที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคไต โรคตับ G6PD deficiency มีประวัติแพ้ยา/วิตามิน ตั้งครรภ์ รับประทานยาบางชนิด หรือมีโรคประจำตัว ควรแจ้งแพทย์ก่อนรับบริการทุกครั้ง
ท้ายที่สุด เป้าหมายของ IV Vitamin Therapy ที่ดีจึงไม่ใช่ “ให้วิตามินมากที่สุด” แต่คือ “ให้สารอาหารที่เหมาะสม กับคนที่เหมาะสม ในขนาดที่เหมาะสม และปลอดภัยที่สุด” การประเมินโดยแพทย์ก่อนให้ IV Vitamin Therapy จึงเป็นส่วน สำคัญของการรักษา เพื่อให้การให้วิตามินเป็นการดูแลสุขภาพที่เหมาะกับแต่ละบุคคล ไม่ใช่เพียงการให้วิตามินตามกระแส ความนิยม
Reference
1. Alternative Medicine Center, Division of Alternative Medicine, Department of Thai Traditional and Alternative Medicine. Clinical Practice Guideline for Intravenous Vitamin Therapy. Nonthaburi: Department of Thai Traditional and Alternative Medicine; 2022.
2. Mitra S, Paul S, Roy S, et al. Exploring the Immune-Boosting Functions of Vitamins and Minerals as Nutritional Food Bioactive Compounds: A Comprehensive Review. Molecules. 2022;27(2):555.
3. Dayal S, Kolasa KM. Consumer Intravenous Vitamin Therapy: Wellness Boost or Toxicity Threat? Nutrition Today. 2021;56(5):234-238.
4. Shanaida M, Lysiuk R, Mykhailenko O, et al. Alpha-lipoic Acid: An Antioxidant with Anti-aging Properties for Disease Therapy. Curr Med Chem. 2025;32(1):23-54.
5. Superti F, Russo R. Alpha-Lipoic Acid: Biological Mechanisms and Health Benefits. Antioxidants (Basel). 2024 Oct 12;13(10):1228.
6. Tripathi AK, Ray AK, Mishra SK, Bishen SM, Mishra H, Khurana A. Molecular and Therapeutic Insights of Alpha-Lipoic Acid as a Potential Molecule for Disease Prevention. Rev Bras Farmacogn. 2023;33(2):272-287.
7. Reyna K, Heinzen G, Patel N, et al. Intravenous infusion of nicotinamide adenine dinucleotide (NAD+) versus nicotinamide riboside (NR): a retrospective tolerability pilot study in a real-world setting. Front Aging. 2026;7:1652582.
เรียบเรียงโดย รศ.นพ.จำรูญ ตั้งกีรติชัย, นพ.นวัช อังคะรา





ความคิดเห็น