top of page

ฉีดวิตามินผิว (IV Drip) ดูดซึม 100% ดีกว่ากินจริงไหม? เจาะลึกความจริงที่หมออยากบอก

4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ยาว 3 นาที
0

วิตามินบำบัด (Intravenous Vitamin Therapy)

วิตามินบำบัดทางหลอดเลือดดำ หรือ Intravenous Vitamin Therapy (IV Vitamin Therapy) คือการให้วิตามิน แร่ธาตุ หรือสารอาหารบางชนิดเข้าสู่ร่างกายผ่านทางหลอดเลือดดำโดยตรง ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์


ปัจจุบัน IV Vitamin Therapy ได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากสามารถนำสารอาหารเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง และหลีกเลี่ยงกระบวนการดูดซึมบางส่วนในระบบทางเดินอาหาร อย่างไรก็ตาม การให้วิตามินทางหลอดเลือดดำไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะสมหรือให้ประโยชน์มากกว่าการรับประทานในทุกคน การเลือกใช้ควรพิจารณาจากภาวะสุขภาพ ภาวะขาดสารอาหาร โรคประจำตัว ยาที่ใช้ และวัตถุประสงค์ของการรักษาเป็นรายบุคคล


1

วิตามินบำบัดทางหลอดเลือดดำแตกต่างจากการรับประทานอย่างไร?

ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่เส้นทางการเข้าสู่ร่างกาย ในการรับประทานวิตามินร่างกายจะต้องผ่านกระบวนการย่อย การดูดซึมผ่านทางเดินอาหาร และกระบวนการ metabolism ก่อนที่สารอาหารจะเข้าสู่กระแสเลือด ปริมาณที่ร่างกายดูดซึมได้จึงขึ้นอยู่กับชนิดของสารอาหาร อาหารที่รับประทานร่วมกัน ระบบทางเดินอาหาร และปัจจัยเฉพาะของแต่ละบุคคล ในขณะที่วิตามินบำบัดเป็นการให้สารผ่านหลอดเลือดดำโดยตรงจึงสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้ทันที และสามารถกำหนดชนิดและปริมาณของสารอาหารให้เหมาะกับความต้องการของแต่ละบุคคลได้


แต่คำว่า “ดูดซึมได้ 100%” ไม่ได้หมายความว่า IV จะดีกว่าการรับประทานเสมอไป หากร่างกายได้รับสารอาหารเพียงพออยู่แล้ว การเพิ่มปริมาณสารอาหารเข้าสู่กระแสเลือดไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เกิดประโยชน์มากขึ้นเสมอ และวิตามินหรือแร่ธาตุบางชนิด หากได้รับมากเกินความจำเป็น อาจเกิดผลข้างเคียงหรือเป็นพิษได้


ดังนั้น จุดสำคัญของ IV Vitamin Therapy จึงไม่ใช่เพียงการให้วิตามินในปริมาณสูง แต่คือ การเลือกชนิด ปริมาณ และวิธีการให้ที่เหมาะสมกับแต่ละคน

2

วิตามินและสารอาหารที่นิยมใช้ในการให้ทางหลอดเลือดดำ

  • Myers’ Cocktail ประกอบด้วย Magnesium, Calcium, B-complex vitamins และ Vitamin C เป็นหนึ่งในสูตร IV nutrient therapy ที่มีการกล่าวถึงอย่างแพร่หลาย

  • Anti-Aging Drip อาจประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น Vitamin C, Nicotinamide Adenine Dinucleotide (NAD+), และ Alpha-Lipoic Acid (ALA) ซึ่งนิยมใช้ในทางเวชศาสตร์ชะลอวัย

  • Immunity Enhancing Drip เน้นวิตามินและสารอาหาร เช่น กลุ่ม Vitamin B, Vitamin C เพื่อสนับสนุนการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกาย

  • Hydration Drip เน้นการให้สารน้ำและอิเล็กโทรไลต์ เหมาะสำหรับกรณีที่มีภาวะขาดน้ำหรือจำเป็นต้องแก้ไขสมดุลสารน้ำและเกลือแร่ 



วิตามินบำบัดเหมาะกับใคร?

IV Vitamin Therapy อาจเหมาะกับบุคคลบางกลุ่มที่ได้รับการประเมินแล้วว่ามีความจำเป็นต้องได้รับวิตามิน แร่ธาตุ หรือสารอาหารเพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น 

  • ผู้ที่มีภาวะขาดวิตามินหรือแร่ธาตุ

  • ผู้ที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอจากอาหาร

  • ผู้สูงอายุบางรายที่แพทย์พิจารณาว่ามีความจำเป็น

  • ผู้ที่มีปัญหาการรับประทานหรือการดูดซึมสารอาหารในบางภาวะ

  • ผู้ที่มีข้อบ่งชี้เฉพาะทางการแพทย์


แนวทางของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกยังระบุถึงการประเมินภาวะขาดวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหาร รวมถึงการพิจารณาปัจจัยด้านสุขภาพของแต่ละบุคคลก่อนให้บริการ


สิ่งสำคัญคือ “อยากสุขภาพดี” ไม่เท่ากับ “มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์” การเลือกทำ IV Vitamin Therapy จึงควรเริ่มจากการประเมินว่าร่างกายมีปัญหาหรือความต้องการอะไรจริง ๆ มากกว่าการเลือกสูตรจากรายการเมนูเพียงอย่างเดียว

3

แล้วคนสุขภาพดีสามารถทำ IV Vitamin Therapy ได้หรือไม่?

สามารถทำได้ในบางกรณี หากผ่านการประเมินจากแพทย์แล้วว่าไม่มีข้อห้ามและมีความเหมาะสม แต่ไม่ได้หมายความว่าคนสุขภาพดีทุกคนจำเป็นต้องทำ สำหรับคนที่รับประทานอาหารครบถ้วน มีภาวะโภชนาการปกติ ไม่มีภาวะขาดวิตามินหรือแร่ธาตุ และไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ การรับประทานอาหารที่สมดุลมักเป็นพื้นฐานสำคัญในการได้รับสารอาหาร


การศึกษาเกี่ยวกับ IV Vitamin Therapy สำหรับผู้บริโภคพบว่า หลักฐานที่สนับสนุนการใช้ IV Vitamin Therapy เพื่อ “wellness” ในคนทั่วไปยังมีจำกัด และยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า IV Vitamin Therapy เหนือกว่าการรับประทานอาหารหรือวิตามินเสริมในคนทั่วไป ดังนั้น หากคนสุขภาพดีต้องการทำ IV Vitamin Therapy ควรเน้นที่ การประเมินความเหมาะสมและความปลอดภัย มากกว่าการใช้สูตรขนาดสูงเป็นประจำ


ความปลอดภัยของ IV Vitamin Therapy

แม้ IV Vitamin Therapy จะสามารถทำได้อย่างปลอดภัยเมื่อมีการคัดกรองและดำเนินการอย่างเหมาะสม แต่ไม่ใช่หัตถการที่ปราศจากความเสี่ยง การให้วิตามินและแร่ธาตุทางหลอดเลือดดำจึงควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ก่อนทุกครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีปัจจัยเสี่ยงบางประการ


ผู้ที่ควรแจ้งแพทย์และได้รับการประเมินเป็นพิเศษก่อนทำ IV Vitamin Therapy [CPG]

  • หญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงให้นมบุตร

  • ผู้ที่มีประวัติการแพ้ เช่น แพ้ยา แพ้วิตามิน หรือสารอื่น ๆ

  • ผู้ที่มีภาวะไตเสื่อมหรือไตวายเรื้อรัง เนื่องจากไตมีบทบาทสำคัญในการกำจัดสารต่างๆ ออกจากร่างกาย

  • ผู้ที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD (G6PD deficiency) โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาการให้ Vitamin C ขนาดสูง

  • ผู้ที่รับประทานยาต้านเกล็ดเลือด ควรแจ้งแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อนรับบริการ

  • ผู้ที่อยู่ในช่วงอดอาหารหรือควบคุมน้ำหนัก ควรแจ้งแพทย์ เนื่องจากภาวะโภชนาการและสภาวะร่างกายขณะนั้นอาจมีผลต่อการพิจารณาการให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำ

แนวทาง IV Vitamin Therapy ระบุให้ซักประวัติและคัดกรองความเสี่ยงก่อนการรักษาทุกครั้ง โดยกลุ่มที่ควรระวัง ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่มีประวัติแพ้ยา/วิตามิน ผู้มีภาวะไตเสื่อมหรือไตวายเรื้อรัง ผู้ที่มี G6PD deficiency ผู้ที่รับประทานยาต้านเกล็ดเลือด และผู้ที่อยู่ในช่วงอดอาหารหรือควบคุมน้ำหนัก

ความเสี่ยงจากการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ อาจพบอาการหรือภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น

  • ปวด บวม หรือระคายเคืองบริเวณที่แทงเข็ม

  • หลอดเลือดดำอักเสบ (phlebitis)

  • สารน้ำรั่วออกนอกหลอดเลือด

  • การติดเชื้อ

  • ปฏิกิริยาแพ้หรือ hypersensitivity

  • คลื่นไส้ อาเจียน หรือเวียนศีรษะ

  • ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลง

  • ภาวะผิดปกติของเกลือแร่หรือสารอาหารในร่างกาย

ในกรณีที่เกิดอาการผิดปกติ เช่น ใจสั่น หน้ามืด คลื่นไส้ อาเจียน ความดันโลหิตต่ำ แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือไม่รู้สึกตัว ควรหยุดการให้สารและได้รับการประเมินทางการแพทย์ทันที

4

ทำไมจึงควรให้ IV Vitamin Therapy โดยแพทย์? 

ก่อนให้ IV Vitamin Therapy แพทย์ควรประเมินหลายด้าน ได้แก่


  1. ซักประวัติ เช่น โรคประจำตัว ยาที่ใช้ ประวัติการแพ้ยาและวิตามิน ประวัติการตั้งครรภ์ รวมถึงวัตถุประสงค์และอาการที่ต้องการรักษา

  2. ตรวจร่างกาย เพื่อประเมินสุขภาพโดยรวมและค้นหาปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการให้สารน้ำหรือสารอาหารทางหลอดเลือดดำ

  3. พิจารณาการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ในรายที่เหมาะสม อาจพิจารณาตรวจการทำงานของไต ตับ ระดับวิตามิน แร่ธาตุ หรือการตรวจอื่น ๆ ตามปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน

  4. เลือกสูตรและขนาดที่เหมาะสม ไม่ใช่ทุกคนจะต้องได้รับวิตามินชนิดเดียวกันหรือปริมาณเท่ากัน

  5. ประเมินยาและอาหารเสริมที่ใช้อยู่ เพื่อป้องกัน drug–nutrient interactions และลดความเสี่ยงจากการได้รับสารบางชนิดซ้ำซ้อน

  6. ประเมินความเสี่ยงระหว่างให้สารน้ำ หากเกิดอาการผิดปกติ เช่น ใจสั่น หน้ามืด คลื่นไส้ อาเจียน แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือมีอาการแพ้ จำเป็นต้องได้รับการประเมินและจัดการอย่างเหมาะสม


แนวทางของไทยระบุขั้นตอนสำคัญตั้งแต่การซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ประเมินความจำเป็นของการเสริมวิตามิน ไปจนถึงการติดตามผล และระบุชัดว่าการให้วิตามินบำบัดจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและดูแลจากแพทย์ [CPG]

IV Vitamin Therapy ไม่ใช่สิ่งทดแทนพื้นฐานของสุขภาพ

สิ่งสำคัญที่สุดคือ IV Vitamin Therapy ไม่สามารถทดแทนพื้นฐานของการมีสุขภาพดีได้ การนอนหลับอย่างเพียงพอ การรับประทานอาหารที่หลากหลายและครบถ้วน การออกกำลังกาย การควบคุมน้ำหนัก การไม่สูบบุหรี่ การจำกัดแอลกอฮอล์ การจัดการความเครียด และการตรวจสุขภาพตามความเหมาะสมยังคงเป็นรากฐานของสุขภาพที่ดี


การให้วิตามินทางหลอดเลือดดำควรเป็น ส่วนเสริมเมื่อมีความเหมาะสม ไม่ใช่การนำมาแทนอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการหรือพฤติกรรมสุขภาพที่ดี หลักฐานปัจจุบันยังไม่สนับสนุนการกล่าวว่า IV Vitamin Therapy สามารถทำให้ทุกคน “แข็งแรงขึ้น”, “เพิ่มภูมิคุ้มกัน”, “ชะลอวัย” หรือ “ล้างสารพิษ” ได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะในคนสุขภาพดีที่ไม่มีภาวะขาดสารอาหาร


สรุป

IV Vitamin Therapy หรือวิตามินบำบัดทางหลอดเลือดดำ เป็นวิธีนำวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารบางชนิดเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง ซึ่งมีข้อดีในแง่การนำสารเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว และสามารถออกแบบสูตรให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะบุคคลได้
อย่างไรก็ตาม IV Vitamin Therapy ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกคน และไม่ใช่ยิ่งให้มากยิ่งดี การให้วิตามินทางหลอดเลือดดำควรพิจารณาจาก “ผู้รับบริการมีความจำเป็นอะไร → ต้องการสารอาหารชนิดใด → ปริมาณเท่าใด → มีความเสี่ยงอะไร → และการให้ทางหลอดเลือดดำเหมาะสมหรือไม่” มากกว่าการเลือกจากสูตรที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคไต โรคตับ G6PD deficiency มีประวัติแพ้ยา/วิตามิน ตั้งครรภ์ รับประทานยาบางชนิด หรือมีโรคประจำตัว ควรแจ้งแพทย์ก่อนรับบริการทุกครั้ง
ท้ายที่สุด เป้าหมายของ IV Vitamin Therapy ที่ดีจึงไม่ใช่ “ให้วิตามินมากที่สุด” แต่คือ “ให้สารอาหารที่เหมาะสม กับคนที่เหมาะสม ในขนาดที่เหมาะสม และปลอดภัยที่สุด” การประเมินโดยแพทย์ก่อนให้ IV Vitamin Therapy จึงเป็นส่วน สำคัญของการรักษา เพื่อให้การให้วิตามินเป็นการดูแลสุขภาพที่เหมาะกับแต่ละบุคคล ไม่ใช่เพียงการให้วิตามินตามกระแส ความนิยม

Reference

1.       Alternative Medicine Center, Division of Alternative Medicine, Department of Thai Traditional and Alternative Medicine. Clinical Practice Guideline for Intravenous Vitamin Therapy. Nonthaburi: Department of Thai Traditional and Alternative Medicine; 2022.

2.       Mitra S, Paul S, Roy S, et al. Exploring the Immune-Boosting Functions of Vitamins and Minerals as Nutritional Food Bioactive Compounds: A Comprehensive Review. Molecules. 2022;27(2):555.

3.       Dayal S, Kolasa KM. Consumer Intravenous Vitamin Therapy: Wellness Boost or Toxicity Threat? Nutrition Today. 2021;56(5):234-238.

4.       Shanaida M, Lysiuk R, Mykhailenko O, et al. Alpha-lipoic Acid: An Antioxidant with Anti-aging Properties for Disease Therapy. Curr Med Chem. 2025;32(1):23-54.

5.       Superti F, Russo R. Alpha-Lipoic Acid: Biological Mechanisms and Health Benefits. Antioxidants (Basel). 2024 Oct 12;13(10):1228.

6.       Tripathi AK, Ray AK, Mishra SK, Bishen SM, Mishra H, Khurana A. Molecular and Therapeutic Insights of Alpha-Lipoic Acid as a Potential Molecule for Disease Prevention. Rev Bras Farmacogn. 2023;33(2):272-287.

7.       Reyna K, Heinzen G, Patel N, et al. Intravenous infusion of nicotinamide adenine dinucleotide (NAD+) versus nicotinamide riboside (NR): a retrospective tolerability pilot study in a real-world setting. Front Aging. 2026;7:1652582.


เรียบเรียงโดย รศ.นพ.จำรูญ ตั้งกีรติชัย, นพ.นวัช อังคะรา


ความคิดเห็น


bottom of page