เสริมคาง
การเสริมคางคืออะไร? (What is Chin Augmentation?)
การเสริมคาง คือหัตถการทางการแพทย์เพื่อปรับโครงสร้างใบหน้าส่วนล่างให้มีความยาวและสัดส่วนที่รับกับจมูกและรูปหน้าทั้งหมด โดยส่วนใหญ่นิยมใช้
ซิลิโคนเกรดทางการแพทย์ (Medical Grade Silicone) ที่มีความนิ่มและยืดหยุ่นสูง หรือการปรับโครงสร้างกระดูก เพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป ช่วยให้กรอบหน้า (Jawline) ชัดเจนขึ้น และใบหน้าดูมีมิติในทุกมุมมอง
ทำไมต้องเสริมคาง?
เพราะ "คาง" คือจุดสิ้นสุดของโครงหน้าที่มีผลต่อภาพลักษณ์โดยรวม:
-
สร้างความสมดุล (Facial Balance): ช่วยให้สัดส่วนใบหน้าส่วนบน กลาง และล่าง สอดรับกันตามหลัก Golden Ratio
-
ปรับรูปหน้าให้เรียววี (V-Shape): ช่วยให้ใบหน้าที่ดูสั้นหรือกลม ดูเรียวยาวและมีมิติมากขึ้น
-
เสริมความมั่นใจ: แก้ไขปัญหาคางสั้น คางถอย หรือคางบุ๋ม ซึ่งส่งผลต่อบุคลิกภาพและการถ่ายรูป
ใครที่เหมาะกับการเสริมคางบ้าง?
การเสริมคางเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่มีลักษณะดังนี้:
-
ผู้ที่มีปัญหาคางสั้น (Short Chin): ทำให้ใบหน้าดูดุหรือดูสั้นกว่าปกติ
-
ผู้ที่มีคางถอย (Receded Chin): เมื่อมองจากด้านข้างจะเห็นว่าคางหลบเข้าไปด้านหลัง ทำให้จมูกดูเด่นเกินไปหรือดูเหมือนมีเหนียง
-
ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้ดู V-Shape: เพิ่มความโฉบเฉี่ยวและความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้า
-
ผู้ที่มีปัญหาคางบุ๋มหรือไม่เท่ากัน: ต้องการปรับให้เรียบเนียนและสมมาตร
การเตรียมตัวก่อนเสริมคาง
เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด การเตรียมความพร้อมเป็นสิ่งสำคัญ:
-
ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ: เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าและเลือกขนาดซิลิโคนให้รับกับฐานคางเดิม
-
แจ้งประวัติสุขภาพ: โดยเฉพาะโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา และยาหรืออาหารเสริมที่รับประทานอยู่
-
งดกลุ่มยาและอาหารเสริม: งดวิตามิน E, น้ำมันปลา, แปะก๊วย และยาในกลุ่มแอสไพรินอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด
-
งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: อย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อให้แผลหายเร็วขึ้น
-
ดูแลสุขภาพช่องปาก: หากเป็นการเสริมคางแผลใน ควรทำความสะอาดฟันและรักษาเหงือกให้แข็งแรงก่อนรับบริการ
การดูแลตัวเองหลังจากเสริมคาง
หลังจากการรังสรรค์รูปหน้าใหม่ การดูแลที่ละเอียดอ่อนจะช่วยให้คุณฟื้นตัวได้ไวและสวยอย่างไร้ที่ติ:
-
การประคบเย็น: ในช่วง 48-72 ชั่วโมงแรก ให้ประคบเย็นบริเวณข้างคางเพื่อลดอาการบวม
-
ท่านอนที่เหมาะสม: ควรนอนหนุนหมอนสูงในช่วงแรก และหลีกเลี่ยงการนอนตะแคงหรือนอนคว่ำเพื่อป้องกันการเคลื่อนตัวของซิลิโคน
-
การรักษาความสะอาด: หากเป็นแผลในช่องปาก ควรบ้วนปากด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร
-
เลือกรับประทานอาหาร: ในช่วง 1 สัปดาห์แรก ควรทานอาหารอ่อนที่เคี้ยวง่าย งดอาหารรสจัด อาหารหมักดอง และแอลกอฮอล์
-
ระมัดระวังการกระแทก: หลีกเลี่ยงการเท้าคาง หรือกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการกระทบกระเทือนบริเวณใบหน้าในช่วง 1 เดือนแรก
เจาะลึกความต่าง: เสริมคาง "แผลใน" vs "แผลนอก" เลือกแบบไหนที่ใช่คุณ?
1. การเสริมคางแบบ "แผลใน" (Invisible Beauty)
เทคนิคยอดนิยมสำหรับผู้ที่ กังวลเรื่องรอยแผลเป็น โดยแพทย์จะเปิดแผลยาวประมาณ 1.5 - 2 ซม. บริเวณร่องเหงือกด้านในริมฝีปากล่าง
-
ข้อดี: ไร้รอยแผลเป็นกวนใจบนใบหน้า เหมาะมากสำหรับคนที่ผิวเป็นคีลอยด์ง่าย
-
ข้อควรระวัง: ต้องบ้วนปากด้วยน้ำเกลือหรือน้ำยาบ้วนปากสูตรอ่อนโยนทุกครั้งหลังทานอาหาร เพื่อป้องกันเศษอาหารติดแผลและลดการสะสมของแบคทีเรีย
2. การเสริมคางแบบ "แผลนอก" (Precision & Stability)
เทคนิคที่เน้น ความแม่นยำในการวางตำแหน่ง แพทย์จะเปิดแผลขนาดเล็กประมาณ 1-2 ซม. บริเวณใต้คาง (จุดที่มองเห็นได้ยากหากไม่เงยหน้า)
-
ข้อดี: แพทย์สามารถวางซิลิโคนให้แนบสนิทกับกระดูกคางได้แม่นยำที่สุด ลดโอกาสที่ซิลิโคนจะเบี้ยวหรือเคลื่อนที่ในอนาคต และดูแลแผลได้ง่ายกว่าเพราะอยู่ภายนอก
-
ข้อควรระวัง: ต้องระวังเรื่องการเกิดรอยแผลเป็นในช่วงแรก แพทย์มักจะแนะนำให้ทายาลดรอยแผลเป็นอย่างต่อเนื่อง




