top of page

ไขข้อสงสัย: ตรวจการนอนหลับ (PSG)? พร้อมเปรียบเทียบ Type 1-4 ต่างกันอย่างไรบ้าง

13 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ยาว 1 นาที
0

Polysomnography (PSG) ตรวจอะไรบ้าง?


ขณะตรวจ ผู้ป่วยจะติดอุปกรณ์ตรวจหลายตำแหน่งเพื่อบันทึกข้อมูลระหว่างการนอน เช่น


• การทำงานของสมอง เพื่อดูว่าหลับหรือตื่นและอยู่ในระยะการนอนหลับใด

• การเคลื่อนไหวของดวงตา

• การทำงานของกล้ามเนื้อ

• การเต้นของหัวใจ

• การไหลของอากาศผ่านจมูกและปาก

• การเคลื่อนไหวของหน้าอกและท้องขณะหายใจ

• ระดับออกซิเจนในเลือด


ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์ทราบว่า ผู้ป่วยหยุดหายใจหรือหายใจลดลงบ่อยแค่ไหน และเกิดขึ้นในช่วงใดของการนอนหลับ

การตรวจการนอนหลับมีกี่แบบ?


การตรวจการนอนหลับแบ่งได้เป็น 4 ระดับ หรือ Type I–IV โดยแตกต่างกันที่จำนวนอุปกรณ์และข้อมูลที่ตรวจ


• Type I: การตรวจ PSG แบบเต็มรูปแบบ


เป็นการตรวจที่ละเอียดที่สุด โดยตรวจใน โรงพยาบาลหรือศูนย์ตรวจการนอนหลับ และมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลตลอดการตรวจ


สามารถตรวจได้ทั้งการทำงานของสมอง การเคลื่อนไหวของตา กล้ามเนื้อ หัวใจ การหายใจ และระดับออกซิเจน จึงสามารถบอกได้ว่า ผู้ป่วยหลับจริงเมื่อใด และเกิดการหยุดหายใจบ่อยแค่ไหน


ชนิดนี้ถือเป็น มาตรฐานสูงสุดในการตรวจ OSA


• Type II: PSG แบบพกพา


ตรวจได้ใกล้เคียงกับ Type I แต่สามารถนำอุปกรณ์กลับไปตรวจที่บ้านได้ และไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าดูตลอดคืน


ยังมีการตรวจการทำงานของสมอง จึงสามารถแยกได้ว่าช่วงไหนผู้ป่วย หลับหรือตื่น และสามารถคำนวณความถี่ของการหยุดหายใจได้


• Type III: การตรวจการหายใจขณะหลับ


เป็นเครื่องตรวจขนาดเล็กที่สามารถนำกลับไปใช้ที่บ้านได้ โดยเน้นตรวจเรื่อง การหายใจ อัตราการเต้นของหัวใจ และระดับออกซิเจน


ข้อจำกัดคือ ไม่ได้ตรวจคลื่นสมอง จึงไม่สามารถบอกได้แน่นอนว่าช่วงที่เครื่องบันทึกข้อมูลนั้น ผู้ป่วยกำลังหลับหรือตื่น


ดังนั้น ค่าความถี่ของการหยุดหายใจที่ได้จึงเป็น ค่าประมาณ ไม่ใช่ค่าที่คำนวณจากเวลาที่หลับจริง


• Type IV: การตรวจแบบง่าย


เป็นการตรวจที่ใช้อุปกรณ์น้อยที่สุด โดยมักตรวจเพียงข้อมูลบางอย่าง เช่น ระดับออกซิเจนในเลือดและอัตราการเต้นของหัวใจ


เนื่องจากไม่มีการตรวจคลื่นสมอง จึงไม่สามารถบอกได้ว่าผู้ป่วยหลับจริงนานเท่าไร ทำให้ข้อมูลที่ได้มีข้อจำกัดมากกว่า Type I–III


1

แล้วควรเลือกตรวจแบบไหนดี?


ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่สงสัย OSA จะต้องตรวจ PSG แบบเต็มรูปแบบเสมอไป


ในผู้ใหญ่ที่มีอาการค่อนข้างชัดเจนและไม่มีโรคหรือปัจจัยซับซ้อนบางอย่าง แพทย์อาจเลือกใช้ การตรวจการนอนหลับที่บ้าน (Home Sleep Apnea Test; HSAT) ซึ่งสะดวกและสามารถใช้ช่วยวินิจฉัย OSA ได้


แต่ถ้าผลตรวจที่บ้าน ไม่พบความผิดปกติ หรือผลตรวจไม่ชัดเจน ทั้งที่แพทย์ยังสงสัยว่าผู้ป่วยน่าจะมี OSA ควรตรวจ PSG แบบเต็มรูปแบบในโรงพยาบาลต่อไป


นอกจากนี้ หากสงสัยโรคการนอนหลับชนิดอื่น เช่น การหยุดหายใจจากการทำงานของสมองผิดปกติ (central sleep apnea), ภาวะหายใจไม่เพียงพอขณะหลับ หรือพฤติกรรมผิดปกติระหว่างการนอนหลับ การตรวจ PSG แบบละเอียดจะมีประโยชน์มากกว่า


ในผู้ที่สงสัย โรคลมหลับ (narcolepsy) ก็จำเป็นต้องตรวจ PSG ในคืนก่อนการตรวจ MSLT ซึ่งเป็นการตรวจวัดว่าผู้ป่วยหลับได้เร็วเพียงใดในเวลากลางวัน โดย PSG ก่อนหน้าควรบันทึกการนอนได้มากกว่า 6 ชั่วโมง

ความคิดเห็น


bottom of page